การที่จะผลักดันตัวเองจากการเป็น Trader มือสมัครเล่นเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นในระดับ Professional Trader ได้นั้นไม่ว่าคุณจะบริหาร Fund หรือพอร์ตส่วนตัว สิ่งที่ผมมองว่าสำคัญมากที่สุด คือ "Mindset ของ Trader"

เพราะฉะนั้น Professional Trader จึงจำเป็นที่ต้องมี Mindset ที่เป็นตัวกำหนดแนวทางหรือวิสัยทัศน์ให้กับตัวเอง ว่า เราจะมีกรอบความคิด มีแนวทาง และการพัฒนาตัวเองอย่างไร เพื่อที่จะสามารถทำให้ตัวเองมี Performance ในการทำงานที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างสม่ำเสมอ

และนี่ คือ Mindset ของ Trader 3 ข้อที่ผมได้เรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ในระดับโลกแล้วได้นำมาประยุกต์ใช้กับตัวเองจนได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจแล้วอยากแชร์ให้กับทุกคน

เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเทรดของตัวเองและเป็นการเขียนบันทึกไว้สำหรับตัวผมเองเพื่อจะได้กลับมาอ่านอีกครั้งถ้าวันใดวันนึงเกิดทำ Performance ได้ไม่ดี

(1) Trader ต้อง Control Risk ได้จำกัด

(2) Trader ต้องจำกัดทรัพยากร

(3) หยุดเมื่อไร และ หยุดให้เป็น


(1) สิ่งแรกที่ Trader ทุกคนต้องทำให้ได้ คือ  “Trader ต้อง Control Risk ได้จำกัด

เวลาที่ทุกคนเข้ามาในตลาดสิ่งที่ถือเข้ามาในตลาดนั่นก็คือ "เงินทุน" ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและมี EGO ด้วยความคาดหวังว่าจะสามารถต่อยอดเงินทุนเหล่านี้ให้งอกเงยขึ้นมา โดยเฉพาะความคาดหวังที่ว่า "ฉันจะต่อยอดจากเงินแค่ $100 ให้เป็น $200 $300 ในเวลาอันสั้นนั้นเป็นความคาดหวังที่อันตราย"

เพราะสิ่งเหล่านี้เคยเป็นความคาดหวังของตัวผมเองตั้งแต่เริ่มต้นเข้ามาเทรดในตลาดใหม่ๆ (เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยเป็นเหมือนกัน) ความคาดหวังเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เราไปโฟกัสแค่การทำกำไรได้เยอะๆในเวลาอันสั้น ท้ายที่สุดอารมณ์ของเราก็ผลักดันให้เราต้อง Overtrade เพราะการอยากเติบโตเร็วๆและน่าแปลกใจที่มักจะพลาดแล้วล้างพอร์ตไปในที่สุด และถ้า Mindset เราไม่ได้บริหารเงินเยอะแค่ไหนก็มีโอกาสทำหาย

เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญของการเป็น Trader คือ “ต้องรักษาเงินทุนหรือทรัพยากรของเราที่มีอยู่อย่างจำกัดให้อยู่รอดปลอดภัยไม่หายไปจนหมด” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าห้าม Loss นะครับ เพราะการ Loss และความผิดพลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ Trader คนนึงพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ (ถ้าเรียนรู้และแก้ไข) จะ “Loss ยังไงให้ไม่หายไปจากเกมส์” นี่คือสิ่งสำคัญที่ต้องเก็บไปคิด

ดังนั้นเรื่องที่เราต้องศึกษาก็คือ การบริหารเงินและการบริหารความเสี่ยง (Money and Risk Management) ว่าจะบริหารเงินทุนของเรายังไงให้อยู่รอดปลอดภัยโดยที่ไม่เสี่ยงมากจนเกินไปจนทำให้เราล้างพอร์ตแล้วต้องหายไปจากเกมส์

สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เรา “นึกถึงในมุมมองที่ผิดก่อนเสมอ” เพราะฉะนั้นการเทรดเราจึงจำเป็นต้องใช้ Stoploss เข้ามาช่วยเสมอ เพื่อเป็นการวางแผนก่อนที่จะตัดสินใจ Take action อะไรสักอย่างในตลาดว่า ถ้าผิดเราจะ Loss ได้เท่าไรโดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับเงินทุนของเรามากเกินไป

ซึ่งการใช้ Stoploss ก็มีอยู่หลายวิธี ที่ผมรู้จักและเคยใช้มีอยู่ 2 วิธี คือ

(1) การ Stoploss by product คือ การที่เราลงทุนใน Product หนึ่ง ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ มันเหมือนการซื้อหุ้น เราจะเจ๊งก็ต่อเมื่อราคาหุ้นนั้นกลายเป็น 0 ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ใช้ Leverage (กลยุทธ์ของวิธีนี้ ถ้าอยากรู้เพิ่มเติมให้ไปศึกษา Close system)

(2) การ Stoploss by price คือ การหยุดขาดทุนเมื่อราคามาถึงระดับที่เราคิดว่าไม่ใช่ อันนี้เราน่าจะคุ้นเคยกันดี ซึ่งส่วนตัวก็เลือกใช้วิธีนี้เพราะเหมาะกับสไตล์การเทรดของตัวเองมากกว่า ซึ่งความเสี่ยงก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะใช้ความเสี่ยงเท่าไร %Risk per Trade หรือวางเงินต่อการเทรดต่อหนึ่งการตัดสินใจเท่าไร

เพราะฉะนั้นการที่จะอยู่รอดในตลาดระยะยาวได้เราต้องให้ความสำคัญกับเงินทุนมาเป็นอันดับแรกมากกว่าความคาดหวังของตัวเองว่าจะทำกำไรได้เท่าไร และท้ายที่สุดประสบการณ์จะสอนเราเองว่า EGO Management สำคัญมากกว่า Risk Management มากมายนัก


(2) Mindset ต่อมาที่เราต้องวางไว้เป็นหลักการของการพัฒนาวิธีการเทรดคือ "Trader ต้องจำกัดทรัพยากร"

การจำกัดทรัพยากรหมายความว่า

หลักการที่ 1 : เราจะไม่ใช้เงินทุนหรือทรัพยากรที่เรามีทั้งหมดมาเทรด แต่จะจำกัดทรัพยากรเพียงบางส่วนเท่านั้นมาเทรด แล้วหาวิธีการเพื่อต่อยอดทรัพยากรเหล่านี้ให้เติบโต โดยวิธีการนี้เป็นที่นิยมของ Prop Firm

ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ผมไปสอบเข้า FTMO Proprietary Trading Firm ตั้งแต่ปี 2020 เขาจะให้ทรัพยากรมาตามที่เราเลือกสมัครสอบ ผมเลือก $100,000 ก็จะได้พอร์ต $100,000 มา

แต่เดี๋ยวก่อนเราไม่สามารถใช้ทรัพยากรทั้งหมดได้ เพราะถูกจำกัดทรัพยากรที่สามารถใช้ได้ไว้ที่ 10% นั่นหมายความว่า ถ้าเรา Loss มากกว่า -$10,000 ก็ไม่ผ่านการทดสอบ และไม่เพียงเท่านี้ถ้า Loss ภายใน 1 วันมากกว่า -$5,000 ก็ไม่ผ่านการทดสอบเช่นกัน

สิ่งที่เราต้องทำคือ "การหาวิธีการเทรด" ที่จะทำให้ทรัพยากรที่ถูกจำกัดเติบโตขึ้นไปได้อย่างไร? ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ไอเดียทางความคิด ใช้ทุนสมอง เวลา และประสบการณ์

ถ้าเราสามารถทำได้จะทำให้เกิดวิธีการที่มีประสิทธิภาพและการทำได้คือต้องทำได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทุน ถ้าเรามีวิธีการเทรดที่มีประสิทธิภาพตามที่ผมว่ามา เราสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างแน่นอน

หลักการที่ 2 : เราจะใช้เงินทุนหรือทรัพยากรที่เรามีทั้งหมดมาเทรด แต่จะจำกัด Position ในการเทรดแทน ผมจะไม่อธิบายวิธีนี้ต่อ ถ้าสนใจลองไปศึกษา LEGO System ของพี่ต้าน Mudley Gruop ดูละกันครับ

ผมไม่ค่อยตื่นเต้นเวลาที่เห็นคนโชว์กำไรได้ 100% 200% แต่วางเงินเต็มทั้งพอร์ตเพราะมันสะท้อนถึงวิธีการที่ High risk high return แต่จะรู้สึกตื่นเต้นมากถ้าได้เจอคนที่สามารถทำกำไรได้ 100% ด้วยการจำกัดทรัพยากรไว้ที่ 10% เขาทำได้อย่างไรกัน

การถูกจำกัดทรัพยากร จะช่วยลด EGO ของตัวเราลง ทำให้เราต้องใช้ทุนสมองต่อยอดทางความคิดเพื่อหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพ และ การทำได้ต้องทำได้อย่างสม่ำเสมอ ถ้าเราสามารถหาวิธีการที่ว่านี้ได้จะเกิดประโยชน์อย่างมากสำหรับตัวเราครับ นี่คือหลักการทางความคิดที่ผมได้เรียนรู้มาและใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็หวังว่าทุกคนที่ได้อ่านจะได้ไอเดียแล้วนำไปทดลองใช้กับตัวเองนะครับ

หลักการที่ผมว่ามาทั้งหมดไม่มีอะไรตายตัวอาจจะมีหลายอย่างที่ผมยังไม่ได้เรียนรู้หรืออาจจะมีวิธีที่นอกเหนือจากที่ว่ามา แต่อย่างน้อยถ้าจะเลือกไปในเส้นทางการสอบเข้า Prop Firm หรือต้องการอยู่รอดในตลาดระยะยาวแล้วสร้างผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำสำหรับ Trader ทุกคนครับ


(3) Mindset สุดท้ายที่ Trader จำเป็นต้องทำ คือ "หยุดเมื่อไร และ หยุดให้เป็น"

สำหรับความหมายของคำว่า “หยุดเทรด” จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมหมายถึงความสำคัญของ 2 เรื่องต่อไปนี้

(1) หยุดเมื่อไร?

การเข้ามาเทรดในตลาดเราต้องเข้าใจว่า มันมี “จังหวะของเขา” และ “จังหวะของเรา” อันไหนที่ไม่ใช่จังหวะของเราก็แค่หยุดเทรด รอ One Good Trade ที่เป็นไปตามระบบเทรดของเราจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปรีบร้อนเร่งตัวเองผลักดันตัวเองให้เทรดในจังหวะที่ตัวเองไม่รู้จัก

ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เทรดในทุกวันมีโอกาสหรือจังหวะของเราเสมอ ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะสามารถรอและจับ Flow ตลาดตามระบบของตัวเองได้หรือเปล่า?

อย่ามองว่าไม่สำคัญนะ เวลาอยู่ในตลาดจริงๆและเทรดเงินจริงเราต้องคอยรับมือกับอารมณ์และความกดดันภายในจิตใจต่างๆที่ถาโถมเข้ามาใส่เราในช่วงเวลานั้น ถ้าเทรน Mind ตัวเองไม่ดีพอ จิตวิทยาไม่แข็งแรงพอ อดทนรอไม่ได้ พอเข้าเทรดในจังหวะที่ไม่ใช่จังหวะของเราแล้วดันพลาด

ถ้าควบคุมตัวเองไม่ได้ สติหลุดแล้วอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล Darkside ของธรรมชาติความเป็นมนุษย์ก็พร้อมจะเผยธาตุแท้ให้เห็นทันที (เตือนแล้วนะ เตือนตัวเองนี่แหละ ฮ่าๆ) เข้ามาในตลาดอย่าพก EGO คิดว่าตัวเองเก่งตัวเองเจ๋งเข้ามาด้วย

อย่าคิดอะไรบนพื้นฐานความเชื่อของตัวเอง แต่ให้พยายามเข้าใจ เรียนรู้และมองให้เห็นความเป็นจริง (Reality) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่มีใคร Predict ทิศทางตลาดได้ แต่การเข้าใจ Market Structure ก็ช่วยทำให้เราเข้าใจตลาดได้มากขึ้นเช่นกัน

ทุกการตัดสินใจในการเข้าเทรดแม้จะเป็น One Good Trade ของเรามันก็เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของความน่าจะเป็น ซึ่งความน่าจะเป็นเป็นสิ่งที่ตัดสินจากข้อมูลในอดีตไม่ได้ เพราะฉะนั้น จงละทิ้งความสมบูรณ์แบบแล้วฝึกตัวเองให้ตัดสินใจบนพื้นฐานของความน่าจะเป็นที่ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าจะเกิดขึ้นแบบนั้น 100% ไปจัดการกับความคาดหวังของตัวเองให้ดีๆ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเข้าใจได้ง่ายๆ เช่น ถ้าเราเทรดด้วยการใช้เส้น Moving Average (MA) มาเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจซื้อขาย (ระบบเทรด, Edge) โดยมีเงื่อนไขว่าจะเทรดฝั่ง Buy หรือ Long ในจังหวะที่ราคาอยู่เหนือเส้น MA เท่านั้น

ดังนั้นเราก็แค่รอจังหวะ One Good Trade ของเราเข้าซื้อตอนที่ราคาอยู่เหนือเส้น MA เท่านั้น จังหวะที่ไม่ใช่ของเราคือ ราคาอยู่ต่ำกว่าเส้น MA ก็อยู่เฉยๆอย่าไปคันมือเทรด รอจนกว่ามันจะใช่จังหวะของเรา เป็นต้น อันนี้คือหลักการซื้อหุ้นให้ไหลไปตาม Flow ของตลาดเลยนะ

(2) หยุดให้เป็น

ในการเทรดแต่ละรอบเดือนหรือไตรมาสหรืออะไรก็แล้วแต่เราจำเป็นต้องมี “การตั้งเป้าหมายในการเทรด”

เมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ก้าวเข้ามาเป็น Funded Trader ผมก็ไม่เคยเข้าใจเรื่องพวกนี้เราเทรดพอร์ตส่วนตัวมันก็แค่มีความคาดหวังว่าต้อง Maximum profit หรือทำกำไรให้ได้เยอะๆ ไม่มีการตั้งเป้าหมายอะไรหรอก ไม่มีการจำกัดทรัพยากร ไม่รู้ว่าจุดพอใจตัวเองอยู่ตรงไหน และหยุดไม่เป็น

สิ่งที่ตามมาคือปัญหาใหญ่มากๆ นั่นคือ มันทำให้ตัวเรามี EGO ถ้าเทรดถูกได้กำไรเราก็ดีใจ ตื่นเต้นแคปภาพอวดลงโซเชี่ยล (ไม่เคยโชว์สถิติการเทรดให้เห็น) พลาดเทรดผิดกำไรหายก็เสียใจ เป็นต้น

เมื่อก้าวขึ้นมาเทรดในระดับ Professional Trader เราต้องตระหนักเสมอว่า การที่เราเทรดได้กำไร มันอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการเทรด (Process) ของเราหรือเปล่า? หรือยิงไปมั่วๆหรือเสี่ยงดวงไม่ใช่ตามจังหวะของเราดันโชคดีถูกได้กำไรเราจะไม่มองมุมนั้น

เพราะการควบคุมการกระทำของตัวเองให้เป็นไปตามกระบวนการหรือหลักการเทรดที่ตัวเองวางแผน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะมันจะช่วยทำให้เราพัฒนาตัวเอง (รู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง) และต่อยอดทางความคิดได้ ถ้าเราได้กำไรบนพื้นฐานที่ถูกต้องตามกระบวนการเทรด การทำได้มันก็ต้องทำได้อย่างสม่ำเสมอไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว

ทำไมต้อง “ตั้งเป้าหมายในการเทรด” ขอเกริ่นก่อนว่าผมได้ไอเดียนี้มาจากการอ่านหนังสือ The Psychology of Risk : Mastering Market Uncertainty ของคุณ Ari Kieve ซึ่งเป็นจิตแพทย์และช่วยเหลือนักกีฬาและ Trader ให้ทำผลงานได้ในระดับ Peak Performance หรือระดับสูงสุด (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 2009)

ในหนังสือเล่มนี้คุณ Ari Kieve เสนอหลักการเทรดแบบ “Short term, Catalyst driven approach” แต่ผมจะขอเรียกมันง่ายๆว่า “Target based approach” ละกันครับ ใครอยากได้ไอเดียมากกว่านี้ผมแนะนำให้อ่านครับ

ซึ่งหลักการที่ผมว่ามาข้างต้นจะเป็น “วิธีการที่มีพื้นฐานบนความเชื่อที่ว่า เราสามารถสร้างผลลัพธ์ของเราเองด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วออกแบบกลยุทธ์ในการเทรดให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราตั้งโดยไม่ต้องไปสนใจว่าตลาดจะให้เราได้เท่าไร

หลักการนี้เป็นหลักการที่ผมใช้มาตั้งแต่ตอนสอบเข้า FTMO เดี๋ยวผมจะอธิบายหลักการ Target based approach ให้เห็นภาพมากขึ้นด้วยการยกตัวอย่างของการสอบ FTMO Step 1

ผมเคยเขียนเงื่อนไขของการสอบ FTMO รอบแรกไปแล้วในหัวข้อ Mindset เรื่องการจำกัดทรัพยากร สำหรับการสอบพอร์ต $100,000 เป้าหมายคือ ต้องเทรดให้ได้กำไร 10% หรือ $10,000 ภายใน 1 เดือน ถ้าเทรดแค่ค่าเงินตามเวลาที่เปิดปิดของตลาดก็จะมีวันทำการจริงๆแค่ 20 วันให้เราเทรดได้

เรามีเป้าหมายที่เป็นภาพใหญ่ชัดเจน คือ การทำกำไรไปให้ถึง $10,000 ภายใน 20 วัน เราก็ย่อยมันลงมาเป็นเป้าหมายรายวันซะ เราต้องทำกำไรให้ได้วันละ $500 ก็พาเราไปถึงเป้าหมายได้ ต้องเลือกเอาระหว่างอยากเท่ห์ให้ถึงเป้าหมายเร็วๆ หรือ อยากผ่านแบบแน่นอน

หน้าที่ของเราก็คือ การโฟกัสกับการเทรดแต่ละวันไปให้ถึงเป้าหมาย การจะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับวิธีการที่เราคิดได้ในหัวข้อ “Mindset เรื่องการจำกัดทรัพยากร” แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำให้ได้ $500 ต่อวันไปจนครบ 20 วันนะ ผมทำให้เห็นไอเดียเพิ่มเติมอีกก็ได้คือ

เราแบ่งการทำงานของเราออกเป็น 4 weeks

Week 1 : สะสมกำไรให้ได้วันละ $500 ตามที่วางแผนไว้ ถ้าจบ Week นี้ได้ตามแผนก็จะมีกำไร $2,500 (Note : จะทำได้ตามเป้าหมายรายวันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ Risk ที่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือเปล่า?)

Week 2 : เรามีกำไรแล้วหนิ ก็จะสบายใจในการเทรดมากขึ้น ก็สามารถเพิ่ม Risk มากขึ้นเพื่อทำเป้าหมายรายวันได้มากขึ้นอาจจะเป็น $750 หรือ $1,000 ต่อวัน

(หัวใจสำคัญคืออย่าเอากำไรมา Bet เล่นๆต้องปกป้องกำไรเอาไว้ให้ได้ ถ้ากำไรหายก็เท่ากับความสบายใจในการเทรดของเราหายไปด้วย ผลงานก็จะแย่ลงตามไปด้วย เพราะความกดดันและความกังวลที่มากขึ้น)

ถ้าทำได้ตามที่ผมเสนอไอเดียให้เห็น จะเห็นว่า เราสามารถใช้ Target based approach ทำเป้าหมายให้เป็นจริงใน 20 วันหรือ 4 Weeks แน่นอน จากตัวอย่างข้างต้นคงช่วยอธิบายเป็นเหตุเป็นผลได้ว่า ทำไมเราจึงจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายในการเทรด เพราะมันช่วยให้เรารู้ตัวว่าควรโฟกัสกับอะไร?

คำถามที่สำคัญที่สุด คือ “เราจะทำตามเป้าหมายรายวันที่เราตั้งไว้ให้สำเร็จได้อย่างไร?" ส่วนตัวผมจะเทรดโดยใช้วิธีเน้นเก็บรอบเป็นหลักเพราะชอบเล่นกับ Volatility หรือความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาด ไม่ค่อยได้ถือออเดอร์ให้เป็นไปตาม Risk to Reward เพื่อเล่นกับทิศทางที่เกิดขึ้นเท่าไรนอกจากจะเจอจังหวะที่เป็นไปตามแผนการมากจริงๆ และ ถ้าเราเข้าใจพฤติกรรมราคาของ Product ที่เราเทรดดีเราจะรู้เองว่าจุดไหนในกราฟที่ยิงแล้วมีโอกาสสูงที่จะ Win

เช่น ต้องการเป้าหมาย $500 ต่อวัน

EX 1 : $100 x 5 รอบ = $500, EX 2 : $250 x 2 รอบ = $500

จะเก็บรอบแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับจุดพอใจและเทคนิคของเราเองครับ ส่วนตัวผมก็ยอมรับนะว่า การเทรดแบบ Risk to Reward ถ้าถูกตามทิศทางนั้นจริงๆก็ได้กำไรจาก Big move ที่เยอะกว่า

แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบการรอคอยโอกาสจากตลาดเท่าไรนักว่ามันจะไปถึงไม่ถึง เราก็รู้ธรรมชาติของตลาดดีว่าไม่มีมีความแน่นอน การเก็บรอบให้ไปถึงเป้าหมายจึงเป็นวิธีการที่เหมาะกับจริตนิสัยของผมมากกว่า

เพราะ ผมสามารถควบคุมและสร้างผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน พอถึงเป้าหมายแล้วก็หยุด และเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเกิด EGO การหยุดก็คือต้องหยุดจริงๆครับ ส่วนตัวก็เจ็บเพราะไม่ยอมหยุดมาหลายรอบแล้ว ก็เป็นสิ่งที่พัฒนาตัวเองกันต่อไป ฮ่าๆ


ก่อนจะจบบทความนี้และเป็นบทความสุดท้ายสำหรับเรื่องของ Mindset ของ Trader ผมก็ย้ำทิ้งท้ายไว้อีกครั้งว่า “หยุดเมื่อไร และ หยุดให้เป็น” วิธีการในการทำเงินในตลาดมีหลากหลายวิธีการ เป้าหมายเดียวกันแต่หลากหลายเส้นทาง

ในขณะที่เส้นทางสู่การล้างพอร์ตหรือทำเงินทุนหายมีอยู่ไม่กี่วิธี เพราะฉะนั้นจงเน้นเรื่องการบริหารความเสี่ยงเยอะๆ เทรดด้วยสติ เน้นที่ Process เน้นที่ Knowledge และเดี๋ยว Reward ก็ตามมาเองถ้าเราพัฒนาตัวเองไปถูกทาง

สิ่งที่ผมแชร์มาทั้งหมดเป็นไอเดียที่เกิดจากประสบการณ์และเป็นกระบวนการเทรดของผมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเทรดในสไตล์ Day Trader เน้น Short term trading เป็นหลัก

เนื่องจากมันมีการเทรดหลายสไตล์ เช่น การเทรดโดยเน้นวางแผนกลยุทธ์ก็จะมีมุมมองในการมองตลาดอีกแบบหนึ่ง เป็นการวางหมากทั้งกระดานไม่ใช่การเทรดแบบ One Good Trade เหมือนที่ผมว่ามา

แต่การเข้ามาเทรดในตลาดไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่เราค้นพบตัวเองหรือยังว่าชอบเทรดสไตล์แบบไหน มีวิธีการตัดสินใจในการเข้าเทรดอย่างไร เพราะมันจะมีผลต่อ Performance ในการเทรดอย่างแน่นอน

เวลาเทรดในตลาดเราจำเป็นต้องเป็นนักคิดที่มีความคิดเป็นอิสระ อย่าไปเชื่อใครเยอะ นักวิเคราะห์เขาก็คาดการณ์ไปตามตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เราเป็น Trader ต้องตัดสินใจกับสิ่งที่ตาเห็นจากสิ่งที่เกิดขึ้นในกราฟ ณ เวลานั้นที่เป็นไปตามระบบเทรดของเราอย่าไป Predict ทิศทางตลาดเพียงเพราะได้ยินคนอื่นพูดมาแบบนี้

คิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองมองเห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้ออก ตัดสินใจเทรดด้วยความเข้าใจของตัวเอง เพราะ ไม่มีใครมาตัดสินใจแทนเราหนิ ทำไมต้องเอาการตัดสินใจไปไว้กับความคิดของคนอื่น แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาคิดถูก?

ถ้าเกิดว่าตัดสินใจไปแล้วมันผิด ก็มานั่งวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เรียนรู้ และลงมือแก้ไขมัน วนลูปไปแบบนี้ เดี๋ยวเราก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นมาเอง อาชีพ Trader ก็เหมือนกับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆที่ต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก และผลลัพธ์ของการทำงานหนักเพื่อลงทุนกับการหาความรู้ให้กับตัวเองมันคุ้มค่าเสมอครับ

นี่คือ Mindset ของ Trader 3 ข้อที่ผมอยากแนะนำให้ทุกคนที่มีโอกาสได้อ่านบทความนี้ ได้นำไปประยุกต์ใช้กับตัวเองในแนวทางที่เหมาะสมกับจริตของตัวเอง และผมเชื่อมั่นว่า Mindset 3 ข้อนี้จะช่วยทำให้คุณก้าวไปสู่การเป็น Consistently Profitable Trader ในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ

และคุณสามารถเรียนรู้การนำ Mindset 3 ข้อนี้ไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ : กลยุทธ์การเทรดในแบบสไตล์ของ Trader Sai Mour


สำหรับบทความนี้หวังว่า TSM Mentorship จะมองเห็นไอเดียเพิ่มเติมแล้วนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเองได้ ขอให้มีความสุข และ สนุกกับการเรียนรู้นะครับ 😄


📖 เนื้อหาถัดไป => Life Principles หรือ หลักการชีวิต ของคุณ Ray Dalio ฉบับแปลไทยโดย Trader Sai Mour

📚 กลับสู่สารบัญการเรียนรู้ทั้งหมดที่นี่ : https://www.buymeacoffee.com/TraderSaiMour/n-a-1155777 


คำเตือน : บทความนี้เป็นลิขสิทธ์ของ "Trader Sai Mour" ซึ่งนำเสนอไอเดียเพื่อการเรียนรู้สำหรับ TSM Mentorship ที่อยู่ใน TSM's Community เท่านั้น ห้ามมิให้มีการทำซ้ำ หรือ ดัดแปลง หรือ คัดลอกเนื้อหารวมทั้งการแคปเป็นภาพไปเผยแพร่ที่อื่นนอกเหนือจาก Platform นี้ หรือ รวบรวมเนื้อหาทำเป็น Ebook แล้วนำไปจำหน่ายทั้งที่เป็นเชิงการค้าและแจกจ่ายฟรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้างเอาเนื้อหาเหล่านี้ไปใช้ในคอร์สสอนเทรด โดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด

ถ้าหากทำการละเมิดลิขสิทธิ์จะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด และ ขอสาปแช่งผู้ที่กระทำและผู้สนับสนุนจากการสรรหาประโยชน์ในการละเมิดภูมิปัญญาของผู้อื่นนี้ ให้พบกับความทุกข์ ฉิบหาย ขาดทุนหมดตัว และ ไม่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนหรือเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆตลอดชั่วชีวิต